by admin | Mar 21, 2016 | Travel
วันที่ 2 ของการเดินทางที่ญี่ปุ่นนะครับ วันนี้มีแผนว่าจะไปเที่ยวชมน้ำพุนรก และปากปล่องภูเขาไฟ Aso ตื่นเช้ามาเราจึงขอเดินเที่ยวชมเมือง Beppu ก่อนลากันซะหน่อย




เที่ยวชมเมืองได้พอสมควรแล้ว แล้วก็จะทำการเดินทางไปเที่ยวชมน้ำพุนรกก่อน โดยเราได้เดินทางไปยัง Information ของสถานี Beppu เพื่อสอบถามข้อมูลการท่องเที่ยวที่น้ำพุนรก เราไปรอ Information เปิดแต่ก็พบว่า มีคนมารอก่อนหน้าเราแล้ว หลังจากนั้นก็ได้เข้าไปสอบถามข้อมูล สรุปได้ว่า เราจะต้องซื้อตั๋วรถเมล์แบบ 1 วัน ขึ้นได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ต้องนี้ขอแนะนำว่า ถ้าเรานำบัตรนิสิต บัตรนักเรียน จากประเทศไทยมา สามารถใช้เป็นส่วนลดได้ด้วย ส่วนตั๋วเข้าชมน้ำพุนรก สามารถซื้อได้ที่หน้าบ่อเลยครับ

การนั่งรถเมล์เหมือนเดิมครับ รถจะมาตรงเวลา แต่ตอนนี้แปลกตรงที่เราไม่ต้องจ่ายเงินตอนลงแล้ว (โชว์บัตรเบ่ง 1 วัน ที่ซื้อมาจากสถานีเบปปุได้เลย) น้ำพุนรกนี้จะมีทั้งหมด 8 บ่อครับ โดยแบ่งเป็นเขตแรก 6 บ่อ และอีกเขตนึกต้องนั่งรถเมล์ต่อไปอีกหน่อยอีก 2 บ่อ มาเริ่มต้นกันเลย หลังจากที่เรานั่งรถเมล์ไปถึงเขตแรกแล้ว ก็ทำการหาบ่อน้ำพุบ่อแรกเลยครับ ซึ่งตอนผมไปอาศัยเดินตามคนข้างหน้าเอา เพราะสังเกตแล้วว่าเค้าเดินทางมาชมบ่อน้ำพุนรกเหมือนกัน


เดินตามมาสักพักก็ถึงจุดขายตั๋วแล้วครับ เป็นแบบเหมาจ่าย 8 บ่อ ราคา 2000 เยนครับ ต่อจากนี้ขออนุญาตลงรูปจากบ่อน้ำพุนรกเลยนะครับ (สามารถคลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่ได้นะคร๊าบ)

หลังจากเยี่ยมชมน้ำพุนรกเสร็จ เราก็เดินทางกลับมาที่ Beppu Station เพื่อเตรียมเดินทางไปต่อที่ภูเขาไฟ Aso นะครับ ก่อนจากเราก็ขอถ่ายรูปคู่กับบุคคลผู้ซึ่งนำความเจริญรุ่งเรืองมาให้กับเมือง Beppu สักหน่อย เดินทางมาถึงหน้าสถานี ก็เจอกับคนไทยพอดีเลยครับ ซึ่งเค้าได้วานพวกผมให้ถ่ายรูปให้ แล้วเค้าก็ถ่ายรูปพวกผมกลับคืน ฮ่า ๆ

หลังจากนั้นก็ขึ้นรถ Limited Express จากเมือง Beppu ส่งตรงถึงสถานี Aso เลยครับ แต่เนื่องจากเหนื่อยมาก ขึ้นรถไฟได้เลยหลับกันเป็นแถว ไม่มีรูปถ่ายบรรยากาศมาให้เห็น ฮ่า ๆ ภาพตัดกลับมาอีกทีเราเดินทางมาถึงสถานี Aso แล้วครับ หลังจากนั้นก็ทำการเช่า Coin Locker แล้วทำการซื้อตั๋วรถเพื่อขึ้นไปยอดภูเขาไฟกันครับ . . . แต่ก็มีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เราขึ้นรถเมล์ผิดคันครับ โอ้ว นึกขึ้นได้ จึงขอลงป้ายถัดไปเลยครับ แล้วเดินย้อนกลับมาที่สถานีเดิม ระหว่างทางเดินก็ได้ถ่ายรูปเล่นเก็บมาครับ บรรยากาศการเดินกลับสู่สถานี ฮ่า ๆ

ทีนี้ไม่พลาดแล้ว ดูเวลาให้ตรงพอดีเป๊ะ ขึ้นไปรถก็ใช้สกิลนิ้วเลยครับ ชี้ไปที่บัตรที่ซื้อมากับคนขับ คนขับตอบกลับมาว่า โอเค เสร็จเรา ขึ้นคันนี้ไม่หลงแน่ เราก็ได้นั่งยาวขึ้นไปสู่ยอดเขา Aso เลยครับ พอมาถึงยอดเขา Aso เราต้องนั่งกระเช้าต่อเพื่อไปที่ปากปล่องภูเขาไฟ แต่ว่า กระเช้าปิดปรับปรุงครับ 🙁 แต่ว่ามีบริการรถขึ้นไปส่งที่ปากปล่องเหมือนกัน ราคา 1000 เยน โอเคครับ มาถึงขนาดนี้แล้ว เราก็ได้ขึ้นไปสู่ปากปล่องภูเขาไฟ Aso อันเรื่องชื่อว่ายังประทุอยู่ตลอดนะครับ
(Update เมื่อประมาณเดือนกันยายน 2558 ภูเขาไฟอะโสะได้ทำการปะทุไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9580000103759)


พอขึ้นถึงปากปล่องภูเขาไฟ ก็พบป้ายเตือนเลยครับ ว่าพื้นที่นี้มี แก๊สพิษสูงนะครับ ผู้ที่มีปัญหาทางระบบทางเดินหายใจไม่ควรมานะครับ บนปากปล่องภูเขาไฟนี้ ลมแรงมากครับ และก็กลิ่น แก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซต์ก็แรงมากเช่นเดียวกัน แต่เพื่อการเดินทางแล้ว เราพร้อมที่จะลุยครับ ฮ่า ๆ เดินทางไปเยี่ยมชมปากปล่องภูเขาไฟ พอดีมีทัวคนเกาหลีมาลงครับเลยหามุมถ่ายปากภูเขาไฟยากหน่อย ซึ่งควันที่ลอยออกจากปล่องภูเขาไฟเหมือนก้อนเมฆเลยครับ ดูไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไรเลย


พอดูจนอิ่มใจแล้วก็นั่งรถลงมาที่สถานี Aso เพื่อรอรถไฟเดินทางต่อไปเมือง Kumamoto ครับ เช่นเคย ยืนรอรถเมล์ทีหน้าทางขึ้นกระเช้าเพื่อกลับสื่อสถานี เดินทางได้ประมาณ ครึ่งชั่วโมงก็มาถึงสถานีครับ รอบนี้เราจะนั่งรถไฟหวานเย็นจาก Aso ไปยังเมือง Kumamoto ซึ่งรถไฟหวานเย็นนี้ถือว่าเป็นรถไฟที่ช้าที่สุด (แต่ยังเร็วกว่ารถไฟบ้านเรานะ ผมว่า ฮ่า ๆ)



ขึ้นนรถไฟหวานเย็นได้ เราก็หลับเลยครับ เหนื่อยจากการเดินทางที่ ออกซิเจนเบาบาง ฮ่า ๆ หลับ ๆ ตื่น ๆ สัญญาณอินเตอร์เน็ตไม่มี เล่นเฟสบุ๊คไม่ได้ ได้แต่ นอน ดูวิวข้างทางไปเรื่อย ๆ สุดท้ายเราก็มาถึงสถานี Kumamoto ครับ เป็นเมืองที่ค่อนข้างครึกครื้นอยู่บ้าง หลังจากลงรถหวานเย็น เราก็ต้องทำการนั่งรถรางรอบตัวเมืองเพื่อไปลงแถว ๆ โรงแรมที่เราพักนะครับ

โดยรถรางนี้ราคา 120 เยนตลอดทั้งสายครับ วิธีการจ่ายเงินเหมือนกับการขึ้นรถเมล์ คือไปแลกเหรียญแล้วหยอดลงไป 120 เยนครับ หลังจากนั้นก็เดินทางหาโรงแรมครับ ค่ำคื่นอันเงียบสงบ อุณหภูมิประมาณ 10 องศา กับการแบกของเดินทางตามหาโรงแรม ค่อนข้างถึกพอตัวเลย ฮ่า ๆ บรรยากาศ ณ ตอนนี้เงียบสงบดีครับ ต่างกับตรงสถานีรถไฟที่คนจะครึกครื้นมาก หรือเป็นเพราะดึกแล้วก็ไม่รู้ สุดท้ายเราก็มาถึงโรงแรมครับ


การเดินทางของเราในวันนี้จบลงที่โรงแรมนี้ครับ โรงแรม Hotel Dormy Inn เป็นโรงแรมระดับ 3 ดาว แต่ค่อนข้างหรูหรามากครับ ห้องเล็กไปหน่อย แต่อุปกรณ์อำนวยความสะดวกมีครบเลย การเดินทางวันที่ 2 ของเราจบเพียงเท่านี้ครับ นอนพักผ่อนเอาแรง เตรียมตื่นตอนเช้ามาชมดอกซากุระที่ปราสามคุมาโมโต้ต่อในวันรุ่งขึ้น ติดตามตอนต่อไปได้ เร็ว ๆ นี้ครับ
つづく
by admin | Mar 20, 2016 | Travel

กว่าจะถึงคันไซ…
สวัสดีค่ะ ชื่อเบญนะคะ ขอแทนตัวว่าเรานะคะ เพราะที่นี่ทุกคนคือเพื่อนร่วมทริปกัน แม้ว่าเราจะไม่ได้ไปด้วยก็ตาม อิอิ แต่เราขออนุญาตมาแบ่งปันประสบการณ์ในช่วงเวลาที่สุดๆสำหรับเราในทริปครั้งแรกที่โอซาก้านะคะ มาเริ่มกันเลย…

เดินทางคนเดียว ครั้งแรกด้วยค่ะ เราไว้ใจเราไปกับพี่คาเธ่ค่ะ อิอิ
ในวันที่ตัดสินใจว่าจะไปญี่ปุ่น(โอซาก้า)นั้น เราคิดหลายตลบมากค่ะ เพราะมนุษย์เงินเดือนอย่างเรา ถามว่างบจะพอไหม??? ตั้งแต่วันนั้นเริ่มงกค่ะ จะเก็บตังค์เพื่อญี่ปุ่น และเริ่มวางแผนการเดินทางและการใช้งบน้อยหอยสังข์ของเรากันค่ะ สรุปง่ายๆคือต้องนั่งจากสุวรรณภูมิ ไปฮ่องกง และต่อจากฮ่องกงไปยังสนามบินคันไซอีกทีค่ะ จนวันเดินทางของเราก็มาถึง เราเดินทางกับพี่ๆอีกสองคนค่ะ เขาจะไม่ห่วงเราเลยถ้า…มันไม่ใช่เราเดินทางคนเดียวค่ะ และนี่เป็นครั้งแรกที่เราบินออกต่างประเทศ อีกทั้งยังต้องเปลี่ยนเครื่องที่ฮ่องกงด้วยค่ะ พี่ๆก็คอยห่วงเรา กลัวไม่ถึงญี่ปุ่นล่ะสิ??? จริงๆก็เกือบแล้วค่ะ ฮ่าๆๆๆ ตื่นเต้นที่สุด สั่นไปหมดค่ะ แทบลมจับ
เราถึงฮ่องกงอย่างสวัสดิภาพค่ะ แต่หลังจากนั้นนี่สิ ในบอร์ดดิ้งพาสเราที่ต่อจากฮ่องกงมันไม่ได้ระบุเกทที่จะขึ้นเครื่องค่ะ ต้องมาหาเองที่สนามบินฮ่องกง เอาล่ะสิ!!! มีเวลาเปลี่ยนเครื่องราวๆชั่วโมงครึ่งค่ะ วิ่งสิคะ รออะไร? เราวิ่งๆๆๆ จนถึงเกท 53 ค่ะ เพื่อหาสายการบินที่จะขึ้น แต่เราเสียเวลากับการหาทางไปเปลี่ยนเครื่องค่ะ (ยากตรงนี้แหละค่าาา) วิ่งๆอยู่ก็ฉลาดขึ้นมาซะงั้นค่ะ พยายามมองหาบอร์ดแสดงเที่ยวบินค่ะ และแล้ว….หนูก็เจอ!!! แต่ก็ต้องหน้าตั้งวิ่งกลับมาที่เกท 1 ค่ะ ลองคิดนะคะ เกท 53 ถึงเกท 1 ลิ้นห้อยค่ะ จนแล้วจนรอด เราก็สามารถมาถึงเกทที่ต้องขึ้นเครื่องไปต่อ ได้พักหายใจหายคอ 15 นาที ก็ต้องขึ้นเครื่องแล้ว ในใจก็โล่งไปเปราะหนึ่ง เอาวะมาถึงนี่แล้ว เอาให้สุดเลยแล้วกัน…

นั่งพักให้หายหอบจากการวิ่งก่อนค่ะ ที่สนามบินฮ่องกง…
พอเรานั่งที่เรียบร้อยแล้ว เราก็ทำเนียนๆค่ะ พยามไม่ตื่นเต้นอะไร แต่…ก็เจอปัญหาใหม่คือ การเขียนใบตรวจคนเข้าเมืองค่ะ โอ๊ยยยยยย หนูไม่เคยเขียนเลย บางคำก็ยากเกินไปสำหรับหอยสังข์อย่างเรา แล้วเราก็ได้เจอนางฟ้าค่ะ หันไปทางขวามือเราก็ได้เจอนางฟ้าค่ะ ซึ่งเธอเป็นคนญี่ปุ่นและก็เปลี่ยนเครื่องเหมือนกับเรา ก็ได้ทักทายกันตามประสาคนที่เข้ากับคนง่าย นางฟ้าก็โปรดหอยสังข์ด้วยการอ่านด้านที่เป็นภาษาญี่ปุ่นมาแปลเป็นอังกฤษอย่างง่ายให้เราอีกทีหนึ่ง ซึ่งมันก็เรียบร้อยค่ะ เวลาผ่านไปราวๆ 2-3 ชั่วโมง เราก็เข้าสู่น่านฟ้าของเขตคันไซค่ะ แล้วเราก็เจอฝนฟ้าคะนองด้วย เรากับเพื่อนใหม่ก็มองหน้ากันแล้วสวดมนต์กันอย่างไม่ได้นัดหมายค่ะ คือกลัวมากๆเลย กลัวลงจอดไม่ได้ เพราะเครื่องสั่นตลอดเวลา ที่สุดเราก็ถึงคันไซอย่างปลอดภัยค่ะ เย่ๆๆ
ด่านต่อมาคือตรวจคนเข้าเมืองค่ะ เขาว่ากันว่าตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่นนั้นหินมาก คือเราอ่านเยอะจนวิตกเกินไปค่ะ เอาเข้าจริงๆแล้วก็ห้านาที อย่างฉลุยค่าาาา ฮ่าๆๆ ต้องยกความดีงามนี้แด่เพื่อนใหม่ค่ะ เขาช่วยเราเยอะมากจริงๆค่ะ ช่วยยันเรื่องการซื้อตั๋วรถไฟและจัดการหาที่ให้เรารอพี่ๆมารับได้สะดวกเลยค่ะ คนดีของเบญที่เราไม่อาจลืมค่ะ อิอิ รอจนจะห้าทุ่มค่ะ (ลืมบอกไปว่าถึงตอนสามทุ่มครึ่งค่ะ) เกือบตกรถไฟรอบสุดท้ายอีก…แต่ก็ถึงที่พักอย่างปลอดภัยค่าาาา มาถึงก็ซัดของกินก่อนเลยค่ะ ราคาคนงบน้อยราวๆ 33 บาทค่ะ คือ ข้าวปั้นสามเหลี่ยม เลือกมาด้วยความไม่รู้ว่ารสอะไร แต่บอกเลยว่าอร่อยมากกก อิอิ นอนพักเอาแรงค่ะ เพลียมาทั้งวัน พรุ่งนี้เราต้องแบกเป้เที่ยวค่ะ


มื้อแรกที่โอซาก้าค่ะ อร่อยมากกก แต่ได้แค่ดมค่ะ เหนื่อยจนกินไม่ค่อยลงค่ะ
ขอบคุณที่อ่านนะคะ นี่เป็นครั้งแรกที่ลองเขียนอะไรแบบนี้ ยังดูขัดๆเขินๆ ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้นะคะ ตอนนี้ยังไม่มีอะไรมากมาย แค่อยากเล่าประสบการณ์ครั้งแรกในการเดินทางของเราให้เพื่อนๆอ่านดูว่าการเดินทางคนเดียวได้อะไรเยอะกว่าที่คิดค่ะ ที่เห็นๆเลยคือ มิตรภาพค่ะ เพื่อนใหม่เราชื่อ ซาโอริ ที่คอยห่วงเราทั้งที่เพิ่งได้รู้จักกัน จนตอนนี้เราก็ยังติดตามถามไถ่กันอยู่ค่ะ (เราไปช่วงเดือนตุลาคม ปี 2013 ค่ะ)

เพื่อนใหม่ค่ะ น่ารักมั้ยคะ?? อิอิ
ตอนหน้า!!! เราจะเริ่มรีวิวสถานที่และของกินที่ขอบอกว่าแปลก ใหม่ และที่สุดสำหรับเราค่ะ รอติดตามนะคะ ขอบคุณค่าาา
by: BenKimji
by admin | Mar 20, 2016 | Travel
กลับมาต่อกันเลยนะครับ หลังจากที่เราเดินทางถึงสนามบินฟุกุโอกะเรียบร้อยแล้ว ภารกิจต่อไปคือการนำ JR pass ที่ซื้อ
จากที่เมืองไทย มาขึ้นเป็นบัตรจริงที่ญี่ปุ่นนะครับ เริ่มต้นออกจากสนามบินก็จะเจอป้ายรอรถเมล์เลย ซึ่งป้ายรอรถเมล์ของที่ญี่ปุ่นตรงนี้ จะมีเป็น Line แยกจากกันอย่างชัดเจน ว่า Line ไหนขึ้นรถสายอะไร

แผนการต่อไปของเรานะครับ คือการรอรถเมล์จากหน้าสนามบินไปลงที่ Hakata Station ซึ่งการขึ้นรถโดยสารทั้งหมดของที่ญี่ปุ่นจะตรงเวลามากครับ เช่นระบุไว้ว่าจะมาถึง 13.07 ก็จะมาจอดตรงเวลานั้นพอดีเป๊ะมาก ถ้ามาก่อนแสดงว่าขึ้นผิดสายนะครับ หลังจากรอได้สักพัก รถเมล์ก็มา เราก็ทำการขึ้นเลยครับ ตอนขึ้นรถเมล์ ให้เราหยิบบัตรตอนขึ้นรถเมล์ด้วยนะครับ จะเป็นบัตรที่บอกว่าเราขึ้นมาจากสถานีไหน ตอนจะลงก็ให้ดูราคาตรงป้ายด้านหน้าสุดของรถ จะแจ้งว่า ถ้ามาจากสถานีที่ 1 ลงป้ายหน้าเป็นราคากี่บาท

นี่คือภายในของรถเมล์ที่เรานั่งนะครับ รถเมล์ค่อนข้างที่จะสะอาด และเงียบมาก สังเกตตรงเสาสีส้มนะครับ จะมีปุ่มให้กด มันคือปุ่มกดให้คนขับจอดป้ายต่อไปนั่นเอง นั่งไปได้ 5 สถานีเราก็ถึง Hakata Station แล้วครับ ขั้นตอนการจ่ายเงินของรถโดยสารทั้งหมดของที่นี่นะครับ ให้เราดูราคาที่ป้ายหน้ารถ แล้วทำการแลกเงินกับตู้ด้านข้างคนขับ (ไม่ใช่จ่ายที่คนขับนะครับ เป็นเครื่องแลกเหรียญอัตโนมัติ) ทำการใส่แบงค์ 1000 เยนลงไป เครื่องจะแลกออกมาเป็นเหรียญ 100 เยน 50 เยน และ 10 เยน ให้เรา จากนั้นก็นำเงินที่แลกมาได้ หย่อนลงไปตรงช่องรับเงินพร้อมกับบัตรที่รับมาตอนขึ้นรถเลยนะครับ
พอถึง Hakata Station ทีนี้ต้องหาแลกบัตร JR Pass แล้ว ให้เราหาป้ายเขียนว่า JR สีเขียว ๆ นะครับ อยู่ชั้น 1 ของสถานีเลย เดินเข้าไปแล้วทำการยื่นตั๋วที่ซื้อมาจากไทยให้ ทีนี้เจ้าหน้าที่ก็จะออกบัตร JR ที่สามารถใช้ได้มาให้แล้วครับ

เนื่องจากตอนนั้นเวลากระชั้นชิดแล้วที่รถไฟเดินทางไปเมือง Beppu จะออก เราจึงหาทางขึ้นรถไฟไปเมือง Beppu นะครับ เดินหาทางอยู่นานในสถานี Hakata สุดท้ายก็เจอทางเข้าสถานีครับ ไม่ต้องแตะบัตรอะไรให้ยุ่งยาก เดินเข้าไป โชว์บัตรเบ่ง JR Pass ให้เจ้าหน้าที่ดู ก็เดินเข้าไปได้เลยครับ หลังจากเข้าไปได้ ดูชานชาลาให้ดีนะครับ ว่ารถไฟที่จะไปอยู่ชานชาลาไหน จากนั้นก็ตรงตามไปในชานชาลานั้นได้เลย จากนั้นดูเวลาให้ดีนะครับ ว่ารถไฟมากี่โมง ไปผิดนี่ไปโผล่ไหนไม่รู้นะเอ้อ


รถไฟที่่เราขึ้นคือ รถด่วน Limited Express ชื่อ Kamome นะครับ (เพิ่มเติม ถ้าเรามี JR Pass เราสามารถจองที่นั่งรถไฟได้ที่สถานีนะครับ ที่เดียวกับที่แลกบัตร JR Pass เลย แต่เที่ยวนี้ขบวน Reserved เต็ม เลยต้องยืนบนรถไฟจนถึง Beppu เลย) รถไฟแบบ Limited Express จะแตกต่างกับ Local Train คือจะไม่จอดทุกสถานีนะครับ จะจอดสถานีใหญ่ ๆ ซึ่งประหยัดเวลาไปได้เยอะมาก หลังจากยืนได้สักพักก็เดินทางถึง สถานีเมือง Beppu แล้วครับ



Beppu เป็นเมืองที่เงียบสงบมากครับ เหมาะแก่การพักผ่อนอย่างแท้จริง เนื่องจากเดินทางมาไกลรวมกับบนเครื่องบินนอนกันไม่ค่อยหลับ เราเลยมุ่งหน้าเข้าไปเก็บของที่พักของเราคืนแรกนะครับ โดยคืนแรกนี้เราพักที่โรงแรม Ryokan Nogami Honkan เป็นที่พักไสตล์ดั้งเดิมของญี่ปุ่น เราได้ทำการเดินแบกกระเป๋าอันหนังอึ้งไปตามถนน สักพักก็ถึงที่พักแล้วครับ


วางของเสร็จเราก็เดินทางออกไปหาของกินมื้อแรกของญี่ปุ่นกันนะครับ เดินทางออกไปสักพักเจอร้านอาหารเปิดอยู่ร้านเดียว เลยเดินเข้าไปเลยครับ (ขออภัยที่ไม่มีรูปร้านอาหาร เนื่องจากเหมือนเคยอ่านว่าที่ประเทศญี่ปุ่นจะไม่ถ่ายรูปอาหารตอนรับประทานกัน ก็เลยไม่มีรูปเลย) ราคาค่าครองชีพของที่นี่ค่อนข้างสูงเหมือนกันครับ แต่เทียบกับรสชาติกับราคาแล้ว คุ้มค่ามากครับ หลังจากนั้นแผนการต่อไปคือการเดินทางไปแช่ออนเซน เนื่องจากว่าเป็นของขึ้นชื่อของเมือง Beppu เลย เราได้เดินทางไปขึ้นรถฟรี (เป็นรถที่รับส่งระหว่างสถานีกับโรงแรมที่เราจะไปออนเซนนะครับ)

มาถึงสถานที่แช่น้ำของเราแล้วนะครับ ซึ่งภาษาญี่ปุ่นของเราก็แข็งแรงสุด ๆ !!! เดินตามทางไปจะไปหาน้ำร้อนแช่ ไป ๆ มา ๆ ไม่รู้จะไปทางไหน ก็เลยเดินตามป้ายไป ปรากฎว่า เราได้ไปแช่ในส่วนของ The Aqua Garden ครับ เป็นสถานที่คล้าย ๆ สระว่ายน้ำ ที่ต้มน้ำให้ร้อน แช่ท่ามกลางบรรยากาศที่เย็น สุดยอดไปเลย และอีกเช่นเคย เราไม่สามารถถ่ายรูปข้างในนั้นได้ครับ ดูจากรูป Information แทนไปแล้วกัน ในสระน้ำนี่ส่วนใหญ่จะมีแต่ชาวญี่ปุ่นครับ เราเป็นแค่ชาวต่างชาติ 3 คนในนั้นเลย และแล้วประสบการณ์แก้ผ้าหมู่ครั้งแรกก็มาครับ ในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเลย เอาวะ ไหน ๆ ก็มาแล้ว ลองสักที ฮ่า ๆ สระ Aqua Garden นี่เป็นสระรวมนะครับดังนั้นจึงต้องใส่ชุดว่ายน้ำลงไปแช่ ซึ่งการแช่นี้ ช่วยผ่อนคลายความเมื่อยจากการแบกของได้มากเลยครับ แช่เสร็จก็เดินทางกลับที่พัก โดย Taxi เนื่องจากว่ารถรับส่งหมดแล้ว ซึ่ง Taxi ที่ญี่ปุ่นนี้ เราไม่ต้องเปิดประตูเองนะครับ คนขับจะมีปุ่มกดเปิด ปิด ประตูให้เรา ส่วนราคาของ Taxi นี่ โหดร้ายพอตัว ขึ้นปุ๊บ มิเตอร์ขึ้น 620 เยนปั๊บ นั่งกลับที่พักประมาณ 2-3 กิโลเมตรได้ โดนค่าเสียหายไป 1500 เยน O.o สาบานว่าถ้าไม่จำเป็นจะไม่ขึ้น Taxi อีกแล้ว ฮ่า ๆ หลังจากนั้นเราก็หลับกันยาวเลยครับ
ส่วนของวันแรก หมดเพียงเท่านี้ รูปปลากรอบ อาจจะน้อยหน่อยนะครับ ตอนต่อไปสัญญาว่ารูปภาพจัดเต็มแน่ ติดตามชมได้ตอนต่อไปนะครับ
つづく
You must be logged in to post a comment.