Select Page
4 ธรรมเนียมของคนญี่ปุ่นที่นักท่องเที่ยวต้องรู้ไว้

4 ธรรมเนียมของคนญี่ปุ่นที่นักท่องเที่ยวต้องรู้ไว้

 

จำนวนนักท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นทุกปี นั่นทำให้เกิดความเข้าใจผิดในเรื่องธรรมเนียมญี่ปุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆที่ปัญหาอยู่แค่เพียงความเข้าใจผิดกันเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรมเท่านั้นเอง แต่มันจะดีเสียกว่าถ้าเรารู้ธรรมเนียมเหล่านี้เอาไว้ก่อนที่จะไปญี่ปุ่น เราจะได้ไม่ถูกจ้องโดยสายตาเหมือนตัวประหลาดครับ

 

1. เดินทางฝั่งขวาเสมอ

คนญี่ปุ่นมีธรรมเนียมในการเดินริมถนนโดยเค้าจะเดินชิดขวาเสมอ ซึ่งคนไทยจะชิดซ้าย ถ้าเราเดินผิดโอกาสเกิดการชนกัน หรือกระทบกระทั่งกันได้ ซึ่งทางที่ดีท่องไว้ว่าชิดขวาตลอดดีที่สุด จะได้ไม่เครียดเวลาเดินอยู่บนถนน หรือทางเท้า

 

japan_manner_01

 

ไม่ใช่แค่บนถนนเท่านั้น แต่รวมไปถึงบันได หรือบันไดเลื่อนด้วยก็ชิดแบบเดียวกัน ส่วนการขี่จักรยานอันนี้ต้องระวังเพราะจะสลับกัน ต้องขี่ชิดซ้ายนะครับ ไม่งั้นชนแน่นอนจ้า อันนี้คือธรรมเนียมโดยส่วนมากของประเทศญี่ปุ่น แต่จะมีบางพื้นที่ที่จะปฏิบัติสลับกันคือ เดินชิดซ้ายแทน เพื่อความชัวที่สุดให้ลองสังเกตุดูก่อนว่าคนแถวนั้นเค้าเดินกันฝั่งไหน จะได้ไม่พลาดจ้า

 

japan_manner_02

 

2. สะพายเป้ด้านหลังเวลาขึ้นรถไฟที่แออัด

japan_manner_03

 

ช่วงเวลาพีคของรถไฟญี่ปุ่นประมาณ 7-9 โมงเช้า จะเป็นเวลาที่รถไฟนั้นแน่นไปด้วยผู้โดยสาร เรียกว่าแน่นแบบปลากระป๋องเลยครับ และถ้าเราสะพายเป้ไว้ข้างหลังแล้วขึ้นรถไฟไปละก็ รับรองว่ามีคนญี่ปุ่นใช้สายตาจ้องมาที่คุณอย่างแน่นอน ให้รู้ไว้เลยว่านั่นเป็นเพราะคุณสะพายกระเป๋าไว้ข้างหลัง

 

japan_manner_04

 

เนื่องจากว่าการสะพายเป้ไว้ด้านหลังจะทำให้กินที่มากกว่าปกติ ทั้งๆที่รถไฟตอนนั้นไม่มีทีจะแม้แต่จะหายใจแล้วฮะๆ เพราะฉะนั้นครับหากจะขึ้นรถไฟช่วงเวลาพีค หรือช่วงเวลาที่มีคนหนาแน่นให้นำเป้มาสะพายไว้ด้านหน้า แล้วเอาแขนทั้งสองข้างโอบกอดกระเป๋าไว้ ถือว่าเป็นการช่วยลดพื้นที่ในรถไฟได้จ้า

 

3. รอให้พนักงานร้านอาหารเชิญเราไปที่โต๊ะ

japan_manner_05

 

คนญี่ปุ่นจะไม่เดินเข้าไปในร้านอาหารแล้วไปนั่งที่โต๊ะที่ว่างเองทันที ต้องรอ หรือเรียกให้พนักงานมาพาเราไปที่โต๊ะว่าโต๊ะไหนที่เราจะนั่งได้

 

japan_manner_06

 

จริงๆแล้วมีหลายเหตุผลที่ต้องทำแบบนี้ เช่น โต๊ะยังไม่ได้ทำความสะอาด หรือยังไม่มีพร้อมที่จะเสิร์ฟชาหรือน้ำดื่มที่โต๊ะ เพราะฉะนั้นพนักงานเค้าจะคอยพาเราไปที่โต๊ะทุกครั้งเป็นเรื่องธรรมดาของที่นี่ เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าพวกเค้าพร้อมที่จะบริการเราอย่างเต็มที่แล้วครับ

 

4. บิลค่าอาหารที่บาร์ของญี่ปุ่นอาจจะแพงกว่าที่คิด

ร้านนั่งดริ้ง กิน ดื่มแบบญี่ปุ่น (Izakaya) สามารถพบเห็นได้ทุกที่ เนื่องจากเป็นธรรมเนียม และนิยมมากของหมู่พนักงานที่หลังเลิกงานแล้วต้องมากินดื่มกันต่อ ถ้าเกิดคุณไปใช้บริการ ตอนเช็คบิลคุณอาจจะเจอค่า “otōshi” และ “sekiryō” ได้

 

japan_manner_07

 

otōshi เป็นค่ากับแกล้มที่จะมาเสิร์ฟก่อนอาหารจานหลัก และมักจะมาเสิร์ฟโดยอัตโนมัติเมื่อสั่งเครื่องดื่มอัลกอฮอล ซึ่งคุณไม่สามารถปฏิเสธได้ไม่ว่าคุณจะกินหรือไม่ก็ตาม ยกเว้นบางร้านที่คุณอาจจะถามพนักงานก่อนได้ว่าไม่รับได้ไหม แต่คุณต้องพูดภาษาญี่ปุ่นนะครับ ^^

 

sekiryō เป็นค่าโต๊ะ หรือบางทีจะเก็บเป็น chājiryō (ค่าชาร์ต) หรือ nyūjōryō (ค่าเข้า) แทน ส่วนมากจะเจอได้ที่ร้านในระดับพรีเมี่ยม หรือระดับไฮโซ คุณสามารถถามพนักงานได้แต่แรกเลยว่ามีค่าใช้จ่ายเหล่านี้หรือไม่

 

สิ่งเหล่านี้ชาวต่างชาติอาจจะมองว่าแปลก ที่นี่คือปกติมากสำหรับคนญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นฝากเอาไว้ด้วยนะครับ เราไปประเทศของเค้าก็ควรที่จะต้องทำตามธรรมเนียมของเค้าด้วยครับ เพื่อที่ทั้งคนเที่ยวจะได้สนุกไปกับการเที่ยวแบบปลอดภัย และเจ้าบ้านจะรู้สึกดีที่เราใส่ใจและเข้าใจเค้าเช่นกันครับ ^^

 

by: JaK_Moshi

thanks: mcha-jp

 

มีคนพบตู้ไปรษณีย์ Game Boy อยู่กลางป่าญี่ปุ่น

มีคนพบตู้ไปรษณีย์ Game Boy อยู่กลางป่าญี่ปุ่น

มีเรื่องให้ได้ประหลาดใจอยู่เสมอสำหรับประเทศญี่ปุ่น และครั้งนี้เองก็เช่นกัน เมื่อมีชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งนามว่า Kota Hirauchi ได้ทวีตภาพพร้อมข้อความประมาณว่า เค้ากำลังหาสถานที่ตกปลา แต่ดันเจอสิ่งนี้ระหว่างทาง… ใช่แล้วครับ ที่เค้าค้นพบคือตู้ไปรษณีย์ ลักษณะแบบที่เกมเมอร์คุ้นเคย เป็นรูปทรงแบบ Game Boy รุ่นคลาสสิค ที่มีสัญลักษณ์ 〒 บ่งบอกว่ามันคือตู้ไปรษณีย์ที่ยังใช้ได้อยู่

 

game-boy-postal-02

 

คงมีหลายคนสงสัยว่าทำไมถึงเจออยู่กลางป่าเขา เหตุผลนึงอาจจะเพราะว่าบุรุษไปรษณีย์จะไม่มารับซองจดหมายเพื่อส่งถึงที่บ้าน ใครจะส่งจดหมายต้องส่งที่ตู้ไปรษณีย์เท่านั้น เค้าก็เลยสร้างตู้ไว้ในป่าด้วย แต่ว่าทำไมต้องเป็นรูปทรง Game Boy เรื่องนี้ยังไม่มีใครตอบได้ และเราได้เพียงคำใบ้ที่บอกว่าตู้นี้อยู่ที่ Okawa  ซึ่งคุณผู้อ่านถ้าได้ลองเซิชหาดู ต้องเจอ Okawa หลายสิบหลายร้อยแห่งทั่วญี่ปุ่นอย่างแน่นอน

 

Game Boy Classic

Game Boy Classic

 

ตอนนี้เลยยังไม่มีใครสามารถหาพิกัดที่แท้จริงได้ หากคุณมีโอกาสได้ไปเดินป่าที่ญี่ปุ่น อย่าลืมมองหาตู้ไปรษณีย์ Game Boy ในตำนานตู้นี้กันนะครับ ^^

 

by: JaK_Moshi

thanks: rocketnews24

 

 

วิธีดูกระเป๋า Anello ของแท้ vs ของปลอม

วิธีดูกระเป๋า Anello ของแท้ vs ของปลอม

 

กระเป๋าเป้ Anello ตอนนี้ฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมือง เรียกว่ากระแสดีมาก อาจจะด้วยรูปทรงที่ไม่เหมือนเป้ทั่วๆไป มีหลากหลายสีสันให้ได้เลือกหิ้วเป็นแฟชั่นเก๋ๆแล้วยังมาจากแบรนด์ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งการันตีถึงคุณภาพเต็มๆอีกด้วย แต่เนื่องจากว่ากระเป๋า Anello ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นต้องยอมรับว่าเป็นกระเป๋าที่ราคาไม่แพง ซึ่งทางแบรนด์เองก็ได้ให้ทางโรงงานที่ประเทศจีนเป็นผู้ผลิต และรูปแบบก็ไม่ได้ยากเกินกว่าที่จะทำก้อปปี้ ในปัจจุบันเลยมีเป้ Anello ของปลอมระบาดไปทั่วบ้านทั่วเมืองเยอะพอๆกับของแท้เลย

 

วันนี้ทาง Japanmase เลยอยากจะแนะนำข้อเปรียบเทียบ และวิธีการดูของแท้ กับของปลอมกันว่ามันแตกต่างกันอย่างไรบ้าง *แต่ทั้งนี้เนื่องจากของปลอมมีหลายเกรด หลายโรงงานมากๆ ผมเลยขอเปรียบเทียบให้หลากหลายข้อซักนิด เพื่อที่จะดูได้ไม่จุดใดก็จุดหนึ่งที่แตกต่างครับ เรามาชี้เป้ากันเลยดีกว่า

 

1. เรื่องของราคา

เริ่มกันที่ราคา เนื่องจากเป้ Anello ที่ขายอยู่ที่ญี่ปุ่นมีราคาตั้งแต่ 4500 เยนไล่ไปเรื่อยๆจนถึง 5300 เยน เพราะฉะนั้นราคาที่แม่ค้าขายกันก็ไม่น่าจะต่ำมาก ถ้าเห็นขายกันหลักร้อย หรือพันต้นๆบอกได้เลยว่าปลอมแน่นอนจ้า

 

2. วัสดุ และขนาด

ถ้าเคยจับเป้ Anello ของจริงมาก่อนจะรู้ว่าผ้าของปลอมมีความแตกต่างพอสมควร ของปลอมจะเป็นผ้าที่แข็งมาก รูปทรงจะแข็งเป๊กดัดไปในทิศทางไหนไม่ได้เลย ผิดกับของแท้ที่มันจะนุ่มกว่า และผ้าบางกว่าในระดับนึง ส่วนขนาดของปลอมจะมีความคลาดเคลื่อนอยู่ไม่เล็กเกิน ก็ใหญ่เกิน แต่ของจริงจะขนาดพอดีที่ 40 x 27 x 17 ซม. สำหรับขนาดปกติ

 

anello-real-fake-01

 

3. บริเวณซิบ

หนังบริเวณมุมสุดของซิบตรงช่องใหญ่ กับหนังที่รัดมากับที่ดึงซิบกระเป๋าหน้า ของแท้มักมีสีที่เข้มกว่าของปลอม และบริเวณหนังที่ 2 ที่จะต้องมีพลาสติกหุ้มอยู่ด้วย ซึ่งของปลอมนั้นไม่มีจ้า

 

anello-real-fake-02

 

4. โลโก้

โลโก้ผ้าที่แปะอยู่ด้านหน้ากระเป๋า Anello นั้น ของแท้จะต้องเป็นขวด 2 ใบไขว้กัน และส่วนสี่เหลี่ยมที่ตัดกันจะต้องเห็นเด่นชัด คม ไม่เหมือนของปลอมที่อาจจะไม่ชัดบ้าง เส้นหายไปบ้าง

 

5. ปีบนป้ายกระดาษ

สำหรับป้ายกระดาษที่ติดห้อยมากับกระเป๋านั้น ให้สังเกตุตรงปี ว่าตรงกับที่ป้ายผ้าบนกระเป๋าหรือเปล่า เพราะของแท้ทั้งบนตัวกระเป๋า กับป้ายกระดาษจะต้องเป็น  2005 ไม่ใช่ 2004 ที่ป้าย

 

anello-real-fake-03

 

6. รายละเอียดบนป้ายกระดาษ

รายละเอียดของฟ้อนต์ต่างๆบนป้ายกระดาษ ของแท้มักจะมีตัวอักษรที่คมกว่าและตัวไม่หนาเท่ากับของปลอม และรายละเอียดบนป้ายถูกต้อง ทั้งราคา และสี ซึ่งสีจะใช้เป็นตัวอักษรย่อ และของแท้ที่ด้านบนป้ายจะต้องมีบอก Follow us on Instagram! @anello_bag ด้วยซึ่งของปลอมบางทีจะไม่มี ส่วนบางคนที่ซื้อมาอาจจะไม่เจอป้ายนี้ เนื่องจากบางร้านเค้าจะแกะป้ายอันนี้ออก เนื่องจากมีราคาติดมาอยู่ด้วยจ้า

 

anello-real-fake-04

 

7. กระดุมรัดสายหิ้ว

กระดุมที่อยู่บนตัวรัดสายหิ้วเป้ จะมีลายดาว 6 ดาวอยู่ ของแท้จะมีแค่ดาว ส่วนของปลอมนั้นอาจจะมีรูป หรือตัวอักษรอื่นที่ไม่ใช่ดาวติดมาด้วย

 

8. ซิบ

ตัวดึงซิบ ของแท้นั้นจะเป็นสีทองเหลือง ลักษณะผอมยาวสมส่วน แต่ของปลอมนั้นบางทีอาจจะอ้วนสั้น หรือเป็นสี่เหลี่ยมเลยก็มี

 

anello-real-fake-05

 

9. ทรงของเป้

เรื่องของทรงบางทีก็ดูยาก เพราะของปลอมมีวัสดุหลายแบบ แต่ขอบอกเป็นแนวทางละกันครับ คือ ของแท้จะจัดเป็นทรงง่าย ผิดกับของปลอมที่ไม่แข็งเป๊ก ก็จะอ่อนปวกเปียกไปเลยจ้า

 

anello-real-fake-06-1

 

10. รายละเอียดป้ายด้านในกระเป๋า

ป้ายด้านในกระเป๋าอันเดิมกับข้อเมื่อกี้ ของแท้ที่ด้านหลังป้ายจะมีระบุ ปีเดือนวัน ที่ผลิตเอาไว้ ส่วนของปลอมด้านหลังจะว่างเปล่า

 

anello-real-fake-06-2

 

11. รหัสของกระเป๋า

สำหรับเป้ Anello ล็อตหลังๆ ตั้งแต่วันที่ 20/11/2015 เป็นต้นมา ตัวรหัสที่อยู่บนป้ายกระดาษห้อยนั้นจะมีตัว A ต่อท้ายด้วยจ้า

 

anello-real-fake-07

 

12. ความน่าเชื่อถือของร้าน

ก่อนจะซื้อกระเป๋า Anello จากร้านไหน อย่าลืมเช็คประวัติ หรือดูรายละเอียดร้านกันให้ดีก่อน ไม่ใช่เห็นว่าถูกก็หน้ามืดตามัวสั่งซื้อเลยทันที เพราะปัจจุบันของปลอมระบาดหนักมาก ไม่อยากจะให้เสียใจภายหลังกันนะจ๊ะ ^^

 

anello-real-fake-HARAJUKU

FB :: HarajukuStreet

 

anello-real-fake-08

 

anello-real-fake-09

 

Credit: katsura1213.pixnet.net